ไม่ใช่แค่น้ำตาลหรือความเครียด... แต่นิสัย "ติดหน้าจอ" นี่แหละตัวปัญหา
โดย:
RobRuThai
[IP: 171.99.128.xxx]
เมื่อ: 2025-12-22 12:05:36
ไม่ใช่แค่น้ำตาลหรือความเครียด... แต่นิสัย "ติดหน้าจอ" นี่แหละตัวปัญหา
เราต่างรู้กันดีว่าอาหารที่แย่ ความเครียดสะสม หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ คือตัวการที่ทำให้เราดูแก่ก่อนวัย แต่มีอีกหนึ่งนิสัยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว (และเรามักจะมองข้ามมันไป) นั่นก็คือ การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป ครับ (ใช่ครับ... รวมถึงตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ด้วย!)
การจ้องหน้าจอส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจในแบบที่เราคาดไม่ถึง มาดูกันครับว่าพฤติกรรมนี้เข้าไป "เร่ง" กระบวนการชราของร่างกายเราได้อย่างไรบ้าง
หน้าจอทำให้เรา "แก่" ลงได้อย่างไร?
ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง (ขยับน้อย = แก่เร็ว): การใช้เวลาหน้าจอนานๆ มักมาคู่กับการนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน มีงานวิจัยพบว่าคนที่นั่งนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เชื่อมโยงกับการแก่ตัวของร่างกายที่เร็วกว่าคนที่นั่งน้อยกว่า 4 ชั่วโมงอย่างเห็นได้ชัด การนั่งนานๆ นำไปสู่การสะสมของไขมัน กล้ามเนื้อลีบลง และการทำงานของเซลล์ที่แย่ลง ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญโดยรวมครับ
ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนลดลง: แม้เราจะ "เชื่อมต่อ" กับโลกผ่านหน้าจอ แต่การขาดการเจอหน้ากันจริงๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ความเหงาถูกยกให้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย และทำให้สมองเสื่อมถอยเร็วขึ้น การเปลี่ยนจากการส่งข้อความเป็นการนัดเจอเพื่อนจริงๆ จึงเป็นเคล็ดลับความอ่อนเยาว์อย่างหนึ่งเลยทีเดียว
แสงสีฟ้าทำร้ายผิว: หน้าจอปล่อย "แสงสีฟ้า" (Blue Light) ที่ช่วยให้เราตื่นตัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เข้าไปกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวทำลายคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือผิวเกิดจุดด่างดำ และมีริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น
อาการ "สังคมก้มหน้า" (Tech Neck): การก้มมองมือถือบ่อยๆ ไม่ได้แค่ทำให้ปวดคอหรือเสียบุคลิกเท่านั้น แต่ผิวบริเวณคอที่บอบบางจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงรั้งจนหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดรอยพับที่คอและทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูหย่อนคล้อยเร็วขึ้น
ขโมยเวลาพักผ่อน: แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะไปกดฮอร์โมน "เมลาโทนิน" ที่ช่วยในการนอนหลับ ทำให้เราหลับยากหรือหลับไม่สนิท ซึ่งการนอนที่ไม่มีคุณภาพคือสาเหตุหลักที่เพิ่มการอักเสบในร่างกายและเร่งให้สมองแก่ตัวลง
เคล็ดลับช่วยให้เรา "แก่ช้าลง" ในยุคดิจิทัล
นอกจากจะลองวางมือถือไว้ในห้องอื่นบ้าง หรือตั้งเวลาปิดแอปโซเชียลก่อนนอนแล้ว ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ:
เดินให้บ่อยขึ้น: การเดินวันละ 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นและชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ดีมาก
เน้นกินพืชผัก: การทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และถั่วต่างๆ ช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อไปสู้กับความเสื่อมถอย
ทาครีมกันแดดเป็นประจำ: แม้จะอยู่แต่ในบ้าน การทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Iron Oxide จะช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้าของหน้าจอได้ดีขึ้น
ยกหน้าจอให้อยู่ระดับสายตา: ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ การยกขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาจะช่วยลดการก้ม และลดแรงกดทับที่ผิวคอและกระดูกสันหลังได้ครับ
การมีเทคโนโลยีในมือเป็นเรื่องดี แต่การรู้จัก "วาง" ลงบ้าง อาจเป็นเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่ง่ายและประหยัดที่สุดในการรักษาความอ่อนเยาว์ไว้ครับ
เราต่างรู้กันดีว่าอาหารที่แย่ ความเครียดสะสม หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ คือตัวการที่ทำให้เราดูแก่ก่อนวัย แต่มีอีกหนึ่งนิสัยที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว (และเรามักจะมองข้ามมันไป) นั่นก็คือ การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป ครับ (ใช่ครับ... รวมถึงตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ด้วย!)
การจ้องหน้าจอส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจในแบบที่เราคาดไม่ถึง มาดูกันครับว่าพฤติกรรมนี้เข้าไป "เร่ง" กระบวนการชราของร่างกายเราได้อย่างไรบ้าง
หน้าจอทำให้เรา "แก่" ลงได้อย่างไร?
ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง (ขยับน้อย = แก่เร็ว): การใช้เวลาหน้าจอนานๆ มักมาคู่กับการนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน มีงานวิจัยพบว่าคนที่นั่งนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เชื่อมโยงกับการแก่ตัวของร่างกายที่เร็วกว่าคนที่นั่งน้อยกว่า 4 ชั่วโมงอย่างเห็นได้ชัด การนั่งนานๆ นำไปสู่การสะสมของไขมัน กล้ามเนื้อลีบลง และการทำงานของเซลล์ที่แย่ลง ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญโดยรวมครับ
ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนลดลง: แม้เราจะ "เชื่อมต่อ" กับโลกผ่านหน้าจอ แต่การขาดการเจอหน้ากันจริงๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ความเหงาถูกยกให้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย และทำให้สมองเสื่อมถอยเร็วขึ้น การเปลี่ยนจากการส่งข้อความเป็นการนัดเจอเพื่อนจริงๆ จึงเป็นเคล็ดลับความอ่อนเยาว์อย่างหนึ่งเลยทีเดียว
แสงสีฟ้าทำร้ายผิว: หน้าจอปล่อย "แสงสีฟ้า" (Blue Light) ที่ช่วยให้เราตื่นตัว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เข้าไปกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวทำลายคอลลาเจนและสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือผิวเกิดจุดด่างดำ และมีริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายขึ้น
อาการ "สังคมก้มหน้า" (Tech Neck): การก้มมองมือถือบ่อยๆ ไม่ได้แค่ทำให้ปวดคอหรือเสียบุคลิกเท่านั้น แต่ผิวบริเวณคอที่บอบบางจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงรั้งจนหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เกิดรอยพับที่คอและทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูหย่อนคล้อยเร็วขึ้น
ขโมยเวลาพักผ่อน: แสงสีฟ้าจากหน้าจอจะไปกดฮอร์โมน "เมลาโทนิน" ที่ช่วยในการนอนหลับ ทำให้เราหลับยากหรือหลับไม่สนิท ซึ่งการนอนที่ไม่มีคุณภาพคือสาเหตุหลักที่เพิ่มการอักเสบในร่างกายและเร่งให้สมองแก่ตัวลง
เคล็ดลับช่วยให้เรา "แก่ช้าลง" ในยุคดิจิทัล
นอกจากจะลองวางมือถือไว้ในห้องอื่นบ้าง หรือตั้งเวลาปิดแอปโซเชียลก่อนนอนแล้ว ลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ดูครับ:
เดินให้บ่อยขึ้น: การเดินวันละ 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นและชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ดีมาก
เน้นกินพืชผัก: การทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และถั่วต่างๆ ช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อไปสู้กับความเสื่อมถอย
ทาครีมกันแดดเป็นประจำ: แม้จะอยู่แต่ในบ้าน การทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Iron Oxide จะช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้าของหน้าจอได้ดีขึ้น
ยกหน้าจอให้อยู่ระดับสายตา: ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ การยกขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาจะช่วยลดการก้ม และลดแรงกดทับที่ผิวคอและกระดูกสันหลังได้ครับ
การมีเทคโนโลยีในมือเป็นเรื่องดี แต่การรู้จัก "วาง" ลงบ้าง อาจเป็นเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่ง่ายและประหยัดที่สุดในการรักษาความอ่อนเยาว์ไว้ครับ
- ความคิดเห็น
- Facebook Comments
